ผจญภัยอินเดีย-เนปาล (3)

posted on 16 Nov 2009 15:21 by venusstar85

วันที่ 4 พ.ย.

 

ตอนเช้าทานข้าวต้มกับอาหารที่ทางทัวร์เตรียมมา..มีของหวานเป็นแอปเปิ้ลกับกล้วยในอินเดีย สาวๆบางคนบอกว่า แอปเปิ้ลอร่อย (จากสายตาเรามองว่าแอปเปิ้ลรูปร่างไม่ค่อยสวย) ..คือ ที่นี่ไม่ค่อยได้ใช้ปุ๋ยเคมีกัน เพราะว่าไม่มีตังค์จะซื้อปุ๋ยมาใส่  (=__=”)  ..กลายเป็นเรื่องดีไป???

 

หลังจากนั้นก็นั่งรถเพื่อไปเยี่ยมชมสถานที่เที่ยวแห่งต่อไป...วิ่งผ่านไปเรื่อยๆ แล้วก็มารถติด..คาดว่า ติดรถไฟวิ่งผ่าน แต่ตอนหลังได้ข่าวว่า มีรถคว่ำ...ติดนานได้ซักพัก  คนที่ขับและอยู่บนรถ ก็จอดรถออกมาเดินเล่น หรือว่าออกมาปลดทุกข์...พวกเราก็ลงจากรถมายืดเส้นยืดสายกันบ้าง

 

         

          จอดรอกันเลย

 

รถทัวร์ของเราจอดเลนซ้าย เห็นบ้านดินที่อยู่ฝั่งตรงข้ามจากบนรถพอดี  เลยเดินไปถ่ายรูป

แม่เจ้า...!!!  แดดโคตรจะเป็นใจเลยอ่ะ..ถ่ายยังไงก็สวย!!!  (ช่วงนั้นประมาณ 9 โมงหรือ 10 โมงเช้า)

 

                

                บ้านดิน

 

 

                

                 เฮียเจ้าบ้านบ้านดินหลังน้อย~

 

มีกลุ่มเด็กนักเรียนชาย (น่าจะมัธยมต้น) ลงจากรถโรงเรียนมาเดินเล่นกับเขาด้วย 

ชุดนักเรียนเท่จัง (ทำไมชุดนักเรียนชายบ้านเราไม่เป็นแบบนี้น้อ...) ใส่สีขาวทั้งชุด  แบบนี้ผู้ปกครองท่านซักผ้าขี้แตกแน่...

 

                

สาวๆก็ขอถ่ายรูปกับเด็กนักเรียนและชาวบ้านที่หน้าบ้านดินด้วย..~

 

เดินกลับไปที่เลนซ้ายแล้ว  ยื่นกล้องไปถ่ายนักเรียนที่อยู่บนถนนเลนขวาอีกที

 

อุ๊บ..!! (อย่างฮา) หยั่งกะจะถ่ายปกออกอัลบั้ม

 

 

ขึ้นมานั่งรอบนรถ...คร่อก..นานดีแท้....

และแล้วรถก็ขยับ การจราจรก็กลับมาเป็นปกติ

 

11.00 น. : แวะร้านค้า( ข้างๆ เป็นร้านขายชา)

 ที่นี่เรียกชาว่า “จาย” (Chai) ขายแก้วละ 3 รูปี  

มีกลิ่นหอม รสชาติกลมกล่อม

 

 

ด้านหลังเด็กเป็นร้านขายชา

 

 

 ใกล้ๆมีร้าน  7-11  วันนี้ขอนำเสนอ ร้าน 7-11 ในอินเดียกันหล่ะ ^^
V
V
V
V
V

V

V
V
V
V
V
V

V

V
V

V

 

 

รับถั่วหรือหมากพลูเพิ่มไหมครับ (ฮา)...

 

อาจารย์แกเป็นคนตั้งชื่อ 7-11 ให้หน่ะ

ร้านขนาดกะทัดรัดแบบนี้หาได้ไม่ยากตามถนนข้างทาง  บางร้านอาจจะขายหมากพลู 

 

V

ร้านพ่อกับร้านลูก?

 

  

ร้านนี่คงไว้เลี้ยงลูก (ไม่ก็หลาน) หล่ะค่ะ

 

นี่ก็อีกร้าน...

 
V

ผ่านโรงไฟฟ้า

 

ข้ามสะพานผ่านแม่น้ำคงคา (ความกว้าง 8 กม.)

ฝั่งบ้านคน

 

 

ฝั่งนี้ไม่มีบ้านคน ที่เห็นเป็นสีขาวๆ คือ ร่องรอยเถ้ากระดูก

 

ผ่านสวนกล้วยที่ใหญ่ที่สุด

 

*บริเวณพื้นที่ตั้งแต่ใต้สะพานลึกเข้าไปในแผ่นดิน ปลูกกล้วยหอมเขียวมากที่สุด ส่งไปจำหน่ายทั่วประเทศอินเดีย : อ้างจากเอกสาร

 

 ถึง เวสาลี

นมัสการปาวาลเจดีย์

ทางเข้า

 

 

  
V 
 
บ่าย 2 : หยุดพักให้คนขับรถทัวร์ทานอาหาร ส่วนพวกเราก็ออกมาเดินซื้อของและแวะดื่มชา

 

หนูน้อยโบกมือมาให้ด้วย

V

 

 

.....ตัดซะเกรียนเชียว..(สังเกตใส่กระโปรง)

 

 
สาวๆ บนระเบียงร้านค้า
V
 
แขกมุง....?! 
V
สรุปคือ หาร้านชาไม่เจอ จะเดินร่อนข้างนอกรอคนขับรถก็เกรงใจ ก็โดนจ้องกันซะเขินเลยอ่ะ.. อะไรกันคะ... ไม่เคยเห็นคนผิวเหลือง ตาตี่ จมูกแบน หรอ !! (ฮา) ก็มีที่นี่หล่ะที่รู้สึกว่า จะใส่ใจคนต่างด้าว เอ้ย!!..ต่างชาติเป็นพิเศษ (ปกติก็มีคนมองนะ แต่ที่นี่ขนาดเดินผ่านหน้าแว่บเดียวยังหันมามอง เฮือก...)
 

แวะร้านชาข้างทางอีกรอบ

 
V
 
V 
 
ดาร์ลี่ ^^ 
V

เราก็ว่าจะถ่ายรูป “ชา”ที่ร้านอยู่หรอก แต่ดันเกิด แอ็คซิเดนท์ ในห้องน้ำซะก่อน..(เวง)

 

 เดินทางไปทานข้าวเย็นวัดไทย (ที่พึ่งของนักท่องเที่ยวชาวไทยแท้ๆ) ตอนแรกว่าจะพักที่นี่ แต่รู้สึกว่าคนจะเต็ม แถมข่าวว่า “ฟิลม์มา?” ฟิลม์ถ่ายภาพ?  (โดนโบก) เอ่อ..ฟิล์ม-รัฐภูมิ ค่ะ ไม่รู้จริงเท็จแค่ไหน แต่เรากระเด็นไปนอนวัดทิเบตแล้วค่ะ TvT  ได้ห้องพัก 5คน/ห้อง  ฟักบัวในห้องน้ำใช้ไม่ได้ค่ะ Orz....
 

ออกมาอาบอีกห้องแทน....

 

สังเกตจากขนาดของเครื่องซักผ้านะคะ

V

 

เรา : “โอ้โห.....กว้างงงจังเลย!!!”  
แม่ชี : เงียบๆ หน่อย...
เรา : =v=” เผลอตัว 
V

เอวัง... หาที่เสียบปลั๊กไว้ชาร์ตแบตกล้องในห้องพักก็ไม่มี ..เดินไปที่เคาเตอร์เสียบปลั๊กชาร์ตตรงนั้น แถมนั่งเฝ้าประดุดว่า “มันเป็นลูก”  ..ขื่นทิ้งไว้อาจจะโดนขโมยก็ได้ (ป้าบอก) และก็นั่งเฝ้า..ให้คนอื่นเข้าไปอาบน้ำ พอถึงตาเราก็ผลัดเวรให้ป้ามานั่งเฝ้าต่อ..

 

 
V
เช้าวันต่อมา

อาจารย์ : โรงแรมเมื่อคืนที่ท่านได้เข้าไปพัก เป็นโรงแรม 10 ดาว...แต่ ร่วงไป 9 ดวง

                  แถมที่เหลือ 1 ดวงก็ห้อยต่องแต่ง...

ลูกทัวร์ : = =”

(ควรจะเรียกว่า ที่พัก หรือ โรงแรมดีหล่ะ เพราะมีพระทิเบตเป็นผู้ดูแล)

 

สถานะวันนี้ : ปกติ

V

 เกร็ดความรู้

· พระทิเบตมี 2 สาย คือ สายเหลืองกับสายแดง  สายเหลืองสามารถประกอบอาชีพได้

    ส่วน สายแดงประกอบอาชีพไม่ได้ 

V

  ปล. คำว่า ชา “จาย” หรือ Chai หาจาก Google อีกที  แต่เวลาพูดจะฟังเป็นคำว่า “ใจ”  ส่วนตัวชอบ คำว่า “ชาใจ”  มีความหมายที่ดี และ “กินใจ”   

ผจญภัยอินเดีย-เนปาล (2-2)

posted on 14 Nov 2009 12:00 by venusstar85

วันที่ 3 พ.ย. (Part2)

 

ช่วงเย็นๆ...นั่งรถเดินทางกลับโรงแรม  ก่อนเข้าโรงแรมได้แวะที่ปริมณฑลพุทธคยา

 

   

 

ที่นั่นมีคนมาก และมีพระจากประเทศต่างๆ เช่น พม่า เวียดนาม ไทย ทิเบต เป็นต้น เดินทางมาที่นี่  มีร้านขายของและร้านขายดอกไม้บูชาวางขาย  ก่อนจะถึงป้ายทางเข้า

 

 

ป้ายทางเข้า

v

 

ป้ายนำทางภายใน

v

*ปริมลฑลพุทธคยา มีพื้นที่กว่า 4 ไร่รูปจัตุรัสขุดลึกลงไป 5 เมตร จนถึงพื้นเดิม มีรั้วล้อมรอบ 4 ชั้น กั้นเขตไว้อย่างแข็งแรง มั่นคง มีองค์พระสถูปเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมสูง 68 เมตร เป็นศูนย์กลาง (สร้างขึ้นสมัยพระเจ้าหวิชกะ

พ.ศ.674-694) : อ้างจากเอกสารนำเที่ยว

v 

องค์พระสถูปเจดีย์

v

แสงไฟสวยงาม

 

*ใกล้องค์พระสถูปมีพระแท่นสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาว 5 เมตร สูง 1 เมตร รองรับดอกบัว 11 ดอก สมมุติเป็นที่รัตนจงกรมเจดีย์  : อ้างจากเอกสารนำเที่ยว

 

     

พระแท่นอยู่ทางด้านขวาของรูปนะคะ

 

เข้าไปภายในพระวิหารกลางองค์พระสถูปฯ เพื่อสักการบูชาพระพุทธเมตตา

พระประธาน  หลังจากนั้นก็ออกมาเดินเวียนเทียนรอบองค์พระสถูปฯ

 

    

พระพุทธเมตตา

v

 

 

 

บรรยากาศตอนเดินกลับออกมา

v

ขากลับจะนั่งรถทัวร์กลับไปพักที่โรงแรม  แต่ป้ากับเพื่อนๆ ยังไม่กลับเพราะจะเดินแวะไปวัดไทยที่อยู่ใกล้ๆ   อาจารย์แกก็บอกว่า ตามสบาย  เราก็เดินตามป้าไปด้วย  แต่มาคิดทีหลังว่ามันคงจะนาน ก็เลยขอกลับโรงแรมกับเพื่อนป้าอีกคนก่อน (ป้าสุดสวย)  ตอนเดินกลับมาคิดว่ารถทัวร์ยังไม่ไป....อ๊ะอ้าว..รถทัวร์ไปแล้ว  เลยจ้างรถถีบนั่งกลับโรงแรมกัน 2 คน...

v

 

ป้าสุดสวย : Thai Temple...

คนขับรถถีบ : OK.

v

 

ก็คือวัดไทยพุทธคยาที่อยู่ใกล้โรงแรมนั่นแหล่ะ ...นั่งรถถีบมาจอดลงที่หน้าวัดไทยพุทธคยา  ท้องฟ้าเวลานั้นก็มืดพอดี และถนนแถวนั้นก็ไม่มีเสาไฟส่องหรือจะมีแสงไฟก็จากร้านขายของข้างทางกับแสงไฟจากรถยนต์ที่วิ่งผ่านถนนนั้นหล่ะ  พวกเราก็เลยพยายามเดินคลำทางกันไป....จนรู้สึกว่าเริ่มจะหลงทางละ (=__=”)  ป้าสุดสวยเลยเดินไปถามเด็กผู้หญิงที่อยู่ตรงร้านข้างทางให้ช่วยนำทางไปที่โรงแรม  แต่ว่าพวกเราจำชื่อโรงแรมไม่ได้ ...เลยบอกไปว่า "Thai temple"  (สรุปก็คือเดินวนเวียนแถวหน้าวัดไทยพุทธคยานั่นแหล่ะ...ก็ดันไปเน้น "Thai temple" นี่นะ)  แล้วเราก็นึกได้ว่าเมื่อเช้าถ่ายหน้าโรงแรมเอาไว้เลยให้เด็กดูรูป  ปรากฏว่าแกจำได้แล้วแกก็เดินไปหยิบไฟฉายที่ร้านและพาเราเดินวกกลับอีกทางเพื่อพาเราไปส่งที่โรงแรม

v

 

ภาพโรงแรมที่ถ่ายเมื่อตอนเช้า

v 

ระหว่างที่เดินไปโรงแรม

เด็กหญิง : Give me some biscuit ? (<< ฟังออกได้แค่นี้ ว่า คุณจะให้บิสกิตฉันไหม?)

เรา 2 คน : หือ? 

v

แต่ตอนหลังเริ่มจับใจความได้ว่า  “ถ้าหนูพาไปโรงแรมแล้วพวกคุณจะให้ค่าขนมแก่หนูไหม?

เรา 2 คน : OK !

เด็กหญิง :  (ยิ้มดีใจ)

v 

พอเห็นโรงแรม เรา 2 คนก็เริ่มหัวเราะ (ถ้าตอนแรกเดินไปอีกทางก็เจอโรงแรมแล้ว) แล้วเด็กคนนั้นก็หัวเราะด้วย  จากนั้นป้าสุดสวยก็ให้เงินแกไป 10 รูปี  ก่อนที่แกจะเดินกลับร้านก็ถามชื่อพวกเรา แล้วเราก็บอกชื่อของเราไป  แกก็บอกชื่อของแกให้แก่พวกเราด้วย

 

คนนี้แหละที่ช่วยนำทาง

v

จากนั้นพวกเราก็เข้าไปทานอาหารและพักในโรงแรม.

อาหารเย็นนี้ มีต้มยำด้วยนะ ^^

v

สถานะในวันนี้ :เที่ยวได้หลายที่ + สนุกกับการถ่ายรูป+เกือบหลงทาง

v

จบไปอีก 1 วัน

ปล.ภายในปริมณฑลพุทธคยา มีส่วนอื่นๆ ที่ไม่ได้เอามาลงบล็อค

เนื่องจาก ขี้เกียจ (ฮา)

ผจญภัยอินเดีย-เนปาล (2-1)

posted on 14 Nov 2009 10:10 by venusstar85
วันที่ 3 พ.ย. (Part 1)
ตอนเช้า เวลาประมาณตี 5 (อากาศกับตอนเช้าๆจะค่อนข้างหนาว)

เดินลงมาจากห้องพักไปนั่งรอที่โซฟาหน้าห้องอาหาร แล้วป้าชี้ให้ดูดอกไม้ที่ประดับอยู่บนแจกัน

 

                      

ดอกต้อยติ่ง..? (มีบุญมากที่ได้มาประดับบนแจกันในโรงแรม)

 

จากนั้นก็เข้าไปในห้องอาหาร...เช้านี้มีน้ำมะม่วงเป็นออเดิร์ฟ..(แต่เป็นน้ำมะม่วงกล่อง)

 

                            

รสชาติก็ อร่อย...ทานแค่น้ำมะม่วงก่อน เพราะไกด์จะพาไปเที่ยววัดไทยที่อยู่ใกล้กับโรงแรม แล้วค่อยกลับมาทานอาหารทีหลัง และขณะที่เดินออกไปหน้าประตูโรงแรม  ก็เจอแขกขายผ้าดักหน้าประตูโรงแรม (ไม่ได้ดักตีหัวหรือว่าดักทวงหนี้)

 

               

 

และเหล่าเด็กขอทานที่อุตสาห์ตื่นแต่เช้ามาดักรอขอเงิน..อากาศก็หนาว บรื้อ..~

 

     

จะให้เงินก็กลัวโดนรุม เลยเดินฝ่าไป…

V

เดินไปไม่ไกลก็เจอวัด ชื่อ “วัดไทยพุทธคยา”  พวกเราก็เดินชมวัดและเข้าไปชมโบสถ์  จากนั้นก็เดินกลับโรงแรมและทานอาหาร

 

            

V

7.00 น. ออกเดินทาง

 มี ไกด์ไทยแนะนำและให้ความรู้ 1 คน เจ้าของทัวร์ 1 คน  ไกด์แขก..(เรียกคนดูแลน่าจะเหมาะกว่า) 1 คน
ไกด์ไทย ขอเรียก “อาจารย์”  
เจ้าของทัวร์..เรียก “คุณแม่”
ไกด์แขก..(เดี๋ยวค่อยบอกชื่อ)

ป้ากับเพื่อนป้า เรียก ... “สาวๆ” (ฮา)

V 

ระหว่างทางก็คำบรรยายของอาจารย์ไป
อาจารย์ : ขนมสมัยพุทธกาล มีเหลือ 2 อย่าง คือ “ขนมตีนกุด กับ ขนมขาชา”
เรา+ คนในคณะทัวร์ : ....!!!!????

เรา : เหอๆ  (ขนมอะไรฟังแล้วชื่อไม่เป็นมงคลเลย...)

V

ตอนหลังมาได้ใบเอกสารแนะนำทีหลัง ...เขียนว่า ขนม “ติลกุต” กับขนม “ขะฌา” (.....)

 

              

ถ่ายร้านขนมจากบนรถทัวร์

V

เดินทางไปยังกรุงราชคฤห์ นครหลวงแคว้นมคธ ขึ้นรถบัสนำเที่ยวไปส่งที่เชิงเขา คิชฌกูฎ (อ้างจากใบเอกสาร)

            

สู้เขา..สาวๆ !! (โดนโบก)

V

เดินขึ้นเขาแล้วหยุดเยี่ยมชมถ้ำที่พระโมคคัลลานะทรงสำเร็จเป็นพระอรหันต์

                  

ถ้ำพระโมคคัลลานะ

V 

เดินขึ้นไปอีกเป็นถ้ำสุกรขาตา ที่พระสารีบุตรทรงตรัสรู้

                 

ถ้ำสุกรขาตา

V

ขึ้นไปบนสุดเป็นคันธกุฎีที่ประทับของพระพุทธเจ้าซึ่งพระเจ้าพิมพิสารขึ้นไปสักการะ

              
คันธกูฎที่ประทับบนยอดภูเขาคิชฌกูฎ 
V

หลังจากนั้นเดินกลับลงเขาคิชฌกูฎ แวะดูร้านขายของ

     
V

ต่อจากนั้นนั่งรถทัวร์ไปทานอาหารที่โรงแรมของญี่ปุ่น แต่พนักงานเป็นคนอินเดีย

              

เป็นแบบบุฟเฟ่ต์เช่นเคย แต่มีของหวานให้ทานด้วย เย้..!!

V

 

    

V

ไอติมวนิลา (ตอนแรกนึกว่าไอติมกะทิ)

V 

ทานเสร็จนั่งรถทัวร์ไปไหว้หลวงพ่อดำ ซึ่งต้องจอดรถทัวร์แล้วเดินต่อไป แต่ถ้าจะสะดวกก็นั่งรถม้า คณะทัวร์ของเราก็เลยนั่งรถม้าไป..

      
V

แวะดื่มกาแฟและเข้าห้องน้ำที่วัดไทยนาลันทา

     
V

เอาหล่ะเดินทางต่อไปซื้อขนมขะฌากันเลย

       
ขนมขะฌา
V 

ซื้อขนมขะฌาเพื่อทำบุญใส่บาตรตอนเช้า (ขนมขะฌาเหมือนโรตีกรอบ ใส่น้ำตาลกับเนย) ส่วนรสชาติ..(ถ้ากินไปถึงแกนจะหวานมาก คือ มันหวานไป)

 

     
แอบถ่ายติดไกด์แขก..(คนดูแล) ไกด์คนนี้เหมือนแกจะชื่อ “กู๊ดดู” บางวันแกก็โดนเรียก “กู๊ดดุ๊ก”  หลังๆ จะเพี้ยนเป็น “แป๊ปดู” Good Luck  ส่วนเราคิดว่า ถ้าชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Good do  ก็เข้าท่าดี ความหมายก็ดี ก็ขอเรียกแกว่า Good doหล่ะกันนะ

V

เยี่ยมชม “เวฬุวัน”

                   

(เวฬุวัน เดิมเป็นพระราชอุทยาน พระเจ้าพิมพิสารถวายเป็นวัดแรกแด่พระพุทธเจ้า : อ้างจากใบเอกสาร)

V

สถานที่ต่อไปเป็นพระคลังมหาสมบัติ

 

     

จากภาพ : ภาพด้านบน 2 ภาพเป็นภาพพระคลังมหาสมบัติค่ะ (ล่างซ้ายเป็นลิงแถวๆ พระคลังมหาสมบัติ  ส่วนล่างขวาเป็น...ที่เลี้ยงช้าง)

V

คุกคุมขังพระเจ้าพิมพิสาร

      397 

V

โรงพยาบาลหมอชีวกะ (ขอพรให้ร่างกายแข็งแรง)

                 
มัวแต่ถ่ายภาพเลยลืมขอให้หายปวดหูเวลาขึ้นเครื่องบิน (แง!!) 
V

เส้นทางเกวียนโบราณ (ขอพรเกี่ยวกับการเดินทาง)

                        
V
อาจารย์ : ใครที่ได้มาที่นี่ต่อไปจะได้ออกเดินทางท่องเที่ยวอีกหลายทวีป...(ชีพจรลงเท้า)

เรา : (งวดหน้าขอให้หนูได้ไปเที่ยวยุโรปนะคะ..!!!!)

   

โปรดติดตามตอนต่อไป..

 

ªคำแนะนำสำหรับการท่องเที่ยวในวันนี้ª

V

*ขอทานที่นู่นเวลาขอเงิน บางทีจะเรียกนักท่องเที่ยวผู้หญิงว่า “มหารานี” ส่วนผู้ชายจะเรียกว่า “มหาราชา”  (ฟังดูยิ่งใหญ่ดีไหมหล่ะ?)

V

*การให้เงินแก่ขอทานต้องระมัดระวัง  เพราะส่วนใหญ่จะมาเป็นกลุ่ม แล้วถ้าให้ไปคนหนึ่ง คนอื่นๆที่เห็นก็จะมารุมขอ..(อารมณ์เดียวกับ JOJO) แต่บางที่ก็ไม่รุมนะ เช่นที่  เขาคิชฌกูฎ

V

*ค่าเงิน 10 รูปี  = 10 บาท (เวลาแลกเงินกันเอง) แต่ค่าแรงงานในแถบนั้นถือว่าถูก  เพราะงั้นการให้เงิน 10 รูปี ก็ถือว่าเยอะอยู่ (แค่มีเงิน 3,000 ในกระเป๋า เราก็รู้สึกว่าเริ่มจะกลายเป็นคนรวยแล้ว...เหอๆ)

V

 *10 รูปี กลายเป็นค่ามาตรฐานของคนทางนู่น  เนื่องจากเวลามาแลกแบงค์ไทยเป็นแบงค์อินเดียมาใช้ จะแลกเป็นแบงค์ 10 รูปี เพื่อง่ายแก่การจ่ายเงิน เวลาให้เงินขอทานทีก็ให้ 10 รูปี ให้ทิปบริกรก็ 10 รูปี ให้ค่ารถม้า 10 รูปี (ค่ารถม้า หรือว่า ค่ารถถีบบางที ราคาแค่ 5 รูปี..) บางคนก็ให้มากกว่านั้น...หลังๆ ขอทานขอเงินทีก็ขอทีละ “10 รูปี” ไปเลย...(<<อาจารย์แกบอกว่ามันจะไปสร้างนิสัยที่ไม่ดีให้กับพวกเขานะ ถ้าจะให้เงินขอทานก็แตกแบงค์ 10 รูปี เป็นเหรียญจะดีกว่า)